ต่อจากนั้นเราได้เที่ยวชมทัศนียภาพโดยรอบเกาะ และแวะชมหินตาหินยายด้วยเจอฝนหนักพอควร บ่ายเราขึ้นเรือกลับมาที่ อ.ดอนสัก แวะนมัสการพระที่วัด วิวดี มองไปไม่ไกล ท่านรองฯ บอกว่าเป็นหมู่บ้านที่ชาวเพชรไปปักหลักทำมาหากินกันเนิ่นนานแล้ว เราเดินทางกลับมาที่วัดท่าไทร ค่ำคืนนี้เป็นรายการแสดงของแต่ละโรงเรียน ขำกลิ้ง จนดึกจึงได้นอน เช้าเป็นการกล่าวเปิดใจของพระวิทยากร ครูอาจารย์ มอบวุฒิบัตร “คนดีศรีสังคม“ จบด้วยโอวาทจากพระอาจารย์ ถ่ายรูปร่วมกัน

แล้วแยกย้ายกลับตามความจำเป็นของเวลาและภาระหน้าที่ พวกเราต้องรอรถไฟเที่ยง 3 ทุ่มเศษ จึงได้กินข้าวหน้าวัดอีก 1 มื้อร่วมกับศิษย์วัดและคณะจากวชิรธรรมโศภิต จากนั้น 6 โมงเศษ พระอาจารย์ต้องเดินทมางไปเยี่ยมพระอาจารย์วิชิตที่ประสบเหตุร้ายแต่ปลอดภัยแล้ว จึงมาส่งเราที่สถานีเสียเลย ที่เราคาดไม่ถึงคือค่าตั๋วโดยสารรถไฟที่พี่เก็จแอบซื้อให้เมื่อไหร่ไม่รู้ รู้เมื่อส่งให้แล้วบอกว่าพระอาจารย์สั่งให้จัดการให้พวกเราด้วย (เสียดายรถแน่นมีแค่ชั้น 3 แน่ะ โลภอีกได้คืบจะเอาศอก เปล่าหรอกจริง ๆ แล้วท่านให้ตีตั๋วชั้น 1 แต่วันนั้นไม่มีที่ว่างเลย) ท่านกรุณาพวกเรามากนัก

เสียดายคณะจากวชิรธรรม ไม่กลับด้วยเพราะจะไปกรุงเทพ ฯ พวกเราก็เลยคุยกันเอง สักพักก็หลับสนิทยกเว้นครู เนื่องจากต้องเป็นยามเฝ้าลูกสาวเขา ถึงเพชรบุรีเกือบ 7 โมงเช้า แล้วเราก็อำลากันเพราะเช้านี้ 31 มี.ค. 46 ครูมีหน้าที่รับสมัครนักเรียนเพื่อสอบเข้าที่โรงเรียนด้วย

สิ่งที่น่าทึ่งมาก ๆ เห็นจะเป็นการใช้เครื่องมือด้านเทคโนโลยี พระทุกรูปในค่ายใช้เป็น ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว ที่วัดท่าไทรมี ศูนย์การเรียนคอมพิวเตอร 40 เครื่อง ทุกคนที่มาเรียนได้เรียนฟรี เรียนการใช้ จนถึงการซ่อมจึงจบหลักสูตร ผู้สอนคือพระ ใครที่สนใจจะไปเรียนก็ได้ นอกจากนี้ที่ประทับใจคือ โรงเรียนในภาคใต้ที่มาค่ายนี้ มีการจัดค่ายให้กับนักเรียนทุกระดับในแต่ละปี และการจัดค่ายนี้จะทำในช่วงปิดเทอมตลอด

สังเกตว่าครูกับนักเรียนสนิทสนมกันดี โรงเรียนกาญจนดิษฐ์เอง เวลาจัดค่ายนี้หัวเรือใหญ่คือ ผู้ช่วยฝ่ายปกครองและอาจารย์หัวหน้าระดับ และมีอาจารย์ท่านอื่น ๆ หากติดงานก็จะหมุนเวียนกันมาตลอด หากทุกโรงเรียนจัดได้อย่างนี้ก็คงดีไม่น้อย ปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในสังคมคงลดลงมากโขอยู่

พบกันใหม่ในโอกาสที่เหมาะสม หวังไว้ว่าท่านที่อ่านจะได้อะไรดี ๆ ไปใช้ประโยชน์บ้าง

พัชรา
กรกฎาคม 2546
02.50 น.

ณ ค่ายคนดีศรีสังคม
จ.สุราษฎร์ธานี ( 21-30 มี.ค.2546 )

ฉันรู้สึกดีใจมากที่ได้เจอเพื่อน ๆ ชาวใต้ที่น่ารัก มีน้ำใจ และอาจารย์จากโรงเรียนต่าง ๆ ก็ใจดีเป็นที่เคารพของพวกเรา พร้อมทั้งคณะพระวิทยากรซึ่งได้อบรมและพัฒนาจิตใจพวกราให้กล่อหลอมความเป็นหนึ่ง ดังคำปฏิญาณของพวกเราที่พูดอยู่ทุกวันว่า “ เราจะอยู่ร่วมกันฉันพี่น้อง จะประคองกันไปให้ถึงฝัน เปิดใจกว้างว่าอย่างไรว่าตามกัน สำนึกมั่นมุ่งเน้นความเป็นทีม “ และเวลา 9 คืน 10 วัน ที่ฉันได้ใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อน ๆ ในค่าย เราอยู่กินแบบง่าย ๆ นอนกลางดิน กินกลางทราย และสัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริง ได้รับความกรุณาจากผู้มีพระคุณคือ คุณลุง คุณป้า คุณตา คุณยาย ชาวบ้านทุก ๆ คนที่ร่วมให้การต้อนรับแก่พวกเราเป็นอย่างดี ท่านรักและห่วง “ คนดีศรีสังคม “ มีข้าวให้เรากินตลอด 2 วันที่เราไปอยู่ในหมู่บ้านนั้น เพราะค่ายของเราจะอยู่ไปเรื่อย ๆ แต่ฉันก็ขอขอบคุณชาวบ้านอย่างจริงใจ ตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่นเราได้รับการฝึกให้มีความอดทน การตรงต่อเวลา และปฏิบัติตนให้อยู่ในระเบียบที่กำหนด รวมทั้งได้ปฏิบัติธรรมด้วย สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่พวกเราได้คือ “ เพื่อน “ เพื่อนเป็นมิตรภาพอันยิ่งใหญ่มากสำหรับฉัน เพราะเราได้ร่วมทุกข์ร่วมสุข ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ของเราจะอยู่ในความทรงจำตลอดไป

อนุสรา เจียมอุย
ม.6/5


 

ค่ายคนดีศรีสังคม

เรารู้สึกดีใจมากที่เราได้ไปค่ายครั้งนี้ ถึงแม้จะไม่ค่อยมีใครสนใจนักก็ตาม การไปค่ายนี้เริ่มจากเราต้องช่วยเหลือตัวเองเพื่อที่จะไปค่ายให้ได้ พวกเราเดินทางไป จ.สุราษฎร์ธานี โดยรถไฟ และมีรถมารับไปที่วัด แรกเรารู้สึกกลัวกับหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น ภาษาที่พูดเพราะที่เราไปมีแต่คนได้ แต่เมื่อแบ่งกลุ่มได้อยู่ร่วมกันแล้วทุกคนดีกับเรามาก เขาพยายามพูดภาษากลางกับเรา เมื่ออยู่ค่าย เราต้องทำอะไร ๆ ด้วยตัวเองทุกอย่าง ทั้งหุงข้าว ทำกับข้าว และอื่น ๆ แรก ๆ ก็เบื่อมากอยากกลับบ้าน แต่เมื่อเริ่มทำกิจกรรม มันทำให้เราสนุกแม้เราจะเพิ่งรู้จักกัน แต่ทุกคนร่วมมือกัน สามัคคีกัน ให้ความช่วยเหลือกัน มีกิจกรรมฝึกทักษะการพูด มีการแข่งขันทักษะการพูด ซึ่งทำให้เราต้องแสดงออก ซึ่งเป็นการดีทำให้เราได้ประสบการณ์ที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ต่อมาเราต้องเดินทางไกล ต้องขนสำภาระเอง เพื่อน ๆ ในกลุ่มจะคอยช่วยเหลือดูแลกันเป็นอย่างดี ไม่มีการเกี่ยงงอน พวกเราต้องเปลี่ยนที่อยู่ไปที่อื่นเปลี่ยนทีก็ต้องปรับตัวกันใหม่เริ่มต้นกันใหม่ เช่น ทำครัวใหม่ และเจออุปสรรคใหญ่ คือฝนตกหนัก น้ำท่วมเต้นท์ พวกชาวบ้านช่วยเหลือพวกเรามาก เราต้องไปฝึกการใช้ชีวิตกับชาวบ้าน 2 วัน บ้านตายายที่เราไปอยู่ด้วยน่ารัก มาก ๆ ใจดี ทำงานเก่ง คืนสุดท้าย มีกิจกรรมงานวัด ทั้งพวกเราและชาวบ้านสนุกสนานกันมาก เราจัดซุ้ม ชาวบ้านก็เข้ามาช่วยด้วย

เช้าวันอำลาไปเกาะสมุย ต้องเสียน้ำตากันหลาย ๆ คน ที่สมุยเราต้องเดินทางไกลไปที่วัด กิจกรรมเก็บขยะชายหาด น้ำตก ตกเย็นเผาข้าวหลามกิน เผามันกิน แล้วก็มีการแสดงสุนทรพจน์รอบสุดท้าย เที่ยวชมเกาะแล้วกลับมาที่วัดท่าไทร ที่นี่เป็นคืนสุดท้ายก่อนจากกัน การแสดงเป็นของโรงเรียนทุกโรงเรียนที่มาค่าย สนุกมาก เช้านี้เศร้ากันมาก ๆ เพราะถึงเวลาที่ต้องอำลากันแล้ว แต่ทุกคนก็มีความสุขที่ได้มารู้จักกัน ถึงจะเป็นเพียง 10 วัน แต่มิตรภาพของเราจะยืนนานกว่านั้นจะอยู่กับเราตลอดไป มิตรภาพของเราไร้พรมแดน

ประสบการณ์ชีวิตเป็นสิ่งมีค่า ประเมินเป็นราคามิได้ เราได้อะไรมากมายนับจากตรงนี้ เราได้ไปสถานที่ใหม่ ๆ พบเพื่อนใหม่ต่างแดน ใช้ชีวิตคุ้มค่า มีประโยชน์ ไม่ทำตัวไร้สาระไปวัน ๆ บางคนอาจมองว่าเราบ้าหรือเปล่าที่ไปกัน เสียเวลาเปล่า แต่สำหรับเราทุกเวลาในค่ายมีค่ามาก มันสอนอะไรให้เราตั้งมากมาย ไม่ว่าการปรับตัว การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นและอื่น ๆ อีกหลายอย่าง ประสบการณ์ของคนย่อมแตกต่างกันไป ไม่ใช่ทุกคนจะมีได้ การทำอะไรซักอย่างไม่ใช่เรื่องบ้าหรือเสียเวลาเลย หากว่าการกระทำนั้น ๆ ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น

วรัญญา ฐิติทศพร
ม.6/5

คัดจาก : สารน้ำเงิน-ชมพู โรงเรียนพรหมานุสรณ์ จังหวัดเพชรบุรี ฉบับปีที่๒๒ ฉบับที่ ๑ ประจำเดือน พฤษภาคม ๒๕๔๖ คอลัมน์ "จากชุมชน รักษ์ธรรมชาติ"

ทีมงานเราพิจารณาเห็นว่ามีสาระน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำลงในเว็บ เพื่อให้ผู้อื่นได้อ่านกัน ความดีขอมอบให้วารสารดังกล่าว แต่ถ้าผิดพลาดประการใด ทีมเราขออภัยท่านผู้ชมเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ด้วย



คำแนะนำ โฮมเพจนี้เหมาะสมกับความละเอียด 800 X 600 และ ควรคลิกเมนู Refresh ทุกครั้งที่เข้าชมเพื่อได้รับข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน
นำเสนอข้อมูลและดูแลระบบ โดย ศูนย์ฝึกอบรมพิมพ์ดีดและคอมพิวเตอร์วัดท่าไทร
ประสานงานได้โดย E-Mail ถึง พระมหาบุญโฮม ปริปุณฺณสีโล Comcenter@maildozy.com โทร.0-1569-0309, 0-1081-0341, 0-6690-5892