|
ตามที่โครงการสร้างเสริมสุขภาพในมิติจิตวิญญาณ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ได้มอบหมายให้สำนักวิจัยเอแบค-เคเอสซีอินเตอร์เนตโพลล์
(เอแบคโพลล์) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง "การสำรวจความคิดความเข้าใจ
ความรู้สึก และปัญหาของเยาวชน เกี่ยวกับเรื่องอารมณ์และความรัก : กรณีศึกษากลุ่มเป้าหมายนักเรียน/นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น-ปริญญาตรีทั่วประเทศ"
โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำความเข้าใจความคิด และความรู้สึกของเยาวชนต่อเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์และความรัก
ตลอดจนปัญหาต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกัน จากกลุ่มเป้าหมายนักเรียน/นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นถึงระดับปริญญาตรี(ภาคปกติ)
ในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศจำนวน 25 จังหวัด จำนวนตัวอย่าง
4,ตามที่โครงการสร้างเสริมสุขภาพในมิติจิตวิญญาณ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.)ได้มอบหมายให้สำนักวิจัยเอแบค-เคเอสซีอินเตอร์เนตโพลล์ (เอแบคโพลล์)
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง "การสำรวจความคิดความเข้าใจ
ความรู้สึก และปัญหาของเยาวชน เกี่ยวกับเรื่องอารมณ์และความรัก : กรณีศึกษากลุ่มเป้าหมายนักเรียน/นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น-ปริญญาตรีทั่วประเทศ"
โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำความเข้าใจความคิด และความรู้สึกของเยาวชนต่อเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์และความรัก
ตลอดจนปัญหาต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกัน จากกลุ่มเป้าหมายนักเรียน/นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นถึงระดับปริญญาตรี(ภาคปกติ)
ในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศจำนวน 25 จังหวัด จำนวนตัวอย่าง
4,645 ตัวอย่าง ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 7 เมษายน - 17 พฤษภาคม
2547 ผู้วิจัยมีข้อสรุปและข้อสังเกตในประเด็นเกี่ยวข้องเชิงจิตวิญญาณดังนี้
เยาวชนไทยมีปัญหาด้านพฤติกรรม
และสังคม
ผลการสำรวจเบื้องต้นพบว่าเยาวชนนักเรียนนักศึกษาในปัจจุบันร้อยละ
71.0 ที่มีปัญหาพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตไม่ต่ำกว่า 1 ปัญหาในบรรดาปัญหา
9 ชนิดที่สำคัญได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การเที่ยวสถานบันเทิง
เล่นการพนัน ใช้ยาเสพติด ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย มีเพศสัมพันธ์ ทะเลาะวิวาท
และการคิดฆ่าตัวตาย โดยภาพรวมทั้งหมดของเยาวชนทั่วประเทศแต่ละคนมีปัญหาเฉลี่ย
1.8 ปัญหา
โดยมีปัญหาเรียงตามลำดับของปริมาณคนที่ประสบปัญหาได้ดังต่อไปนี้
อันดับที่หนึ่งการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 32.7 อันดับที่สองการทะเลาะวิวาทร้อยละ
31.5 อันดับที่สามการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยร้อยละ 28.8 (นับจากคนที่มีการใช้จ่ายในแต่ละเดือนในเรื่องพิเศษเกินกว่าปกติ
เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือ การจัดปาร์ตี้ การซื้อเครื่องสำอาง ซื้อเครื่องประดับ
เล่นโบว์ลิ่ง ฯลฯ ตั้งแต่ 5 อย่างขึ้นไป) อันดับที่สี่ การเที่ยวสถานบันเทิงร้อยละ
26.9 อันดับที่ห้าการมีเพศสัมพันธ์ร้อยละ 23.8 อันดับที่หกการเล่นการพนัน
ร้อยละ 15.7 อันดับที่เจ็ดการสูบบุหรี่ร้อยละ 11.7 อันดับที่แปดการคิดฆ่าตัวตายร้อยละ
8.4 และอันดับที่เก้า การเสพยาเสพติดร้อยละ 1.7
ซึ่งปัญหาต่าง ๆ มีผลกระทบต่อสภาพจิตใจ
การเรียน (โดยผลการสำรวจพบว่าคนที่มีปัญหาต่าง ๆ จะมีคะแนนผลการเรียนตกต่ำมากกว่าคนที่ไม่มีปัญหา)
การดำเนินชีวิตของเยาวชน นอกจากนี้ยังพบว่าพฤติกรรมปัญหาต่าง ๆ จะมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันสูง
กล่าวคือในแต่ละคนที่ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งมักจะมีปัญหาอื่น ๆ ประกอบด้วย
อาทิเช่น คนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มักจะมีการเที่ยวสถานบันเทิง
มีเพศสัมพันธ์ มีการทะเลาะวิวาท การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และการเล่นพนัน
เป็นต้น
ความกังวลในใจ
ส่วนในด้านสภาวะจิตใจ จากผลการสำรวจพบว่ามีเยาวชนจำนวนมากที่มีความวิตกกังวลในเรื่องการเรียนและการดำเนินชีวิต
ได้แก่
ประการแรก ร้อยละ 39.3 วิตกกังวลในเรื่องการเรียน
เนื่องจาก ผลการเรียนไม่ดี กลัวสอบไม่ผ่าน กลัวเรียนไม่จบ เนื้อหาวิชาที่เรียนเข้าใจยาก
ผลการเรียนไม่เป็นที่น่าพอใจของบุคคลรอบข้าง กลัวไม่มีที่เรียนต่อ
เรียนหนักเกินไป , อ่านหนังสือไม่ทัน ฯลฯ
ประการที่สอง ร้อยละ 32.9 วิตกกังวลในเรื่องการเงิน/ค่าใช้จ่าย
เนื่องจากได้รับเงินไม่พอใช้/ มีค่าใช้จ่ายมาก ครอบครัวฐานะไม่ดี/รายได้น้อย
ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย/เกินตัว ยังไม่มีช่องทางที่จะหารายได้ ค่าเล่าเรียน/ค่าหน่วยกิตแพง/ค่าเทอมแพง
ประการที่สาม ร้อยละ 26.9 วิตกกังวลในเรื่องอนาคตชีวิตของตนเอง
เนื่องจาก กลัวไม่มีงานทำ/กลัวไม่ได้ทำงานในสายวิชาที่เรียนหรือที่ชอบ
ยังไม่มีความรู้เพียงพอในหน้าที่การงาน/การเรียนที่ตัวเองสนใจ กลัวสอบเข้าสถาบันการศึกษา/สายวิชาที่ต้องการไม่ได้
กลัวไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต กลัวทำให้พ่อแม่ผิดหวัง ไม่มั่นใจในตัวเอง
กลัวไม่มีคู่ครอง
ประการที่สี่ ร้อยละ 6.7 วิตกกังวลปัญหาในครอบครัว
เนื่องจาก มีความไม่เข้าใจกันของคนในครอบครัว ครอบครัวมีหนี้สินมาก
พ่อ-แม่เจ็บป่วย/ ไม่สบาย กลัวพ่อแม่หย่า/แยกทางกัน คนครอบครัวไม่มีเวลาให้กัน/ไม่ค่อยมีเวลาพบเจอพ่อแม่
พ่อหรือแม่ติดอบายมุข (เช่น เหล้า/การพนัน) ถูกพ่อแม่บังคับมากเกินไป
กังวลเรื่องปัญหาของพี่น้อง
ประการที่ห้า ร้อยละ 5.1 วิตกกังวลเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อน
เนื่องจาก กลัวเพื่อนไม่คบ ทะเลาะกับเพื่อน ทัศนคติไม่ตรงกับเพื่อน
ไม่มีโอกาส/ไม่ค่อยได้เจอเพื่อน ไม่มีเวลาให้เพื่อน กลัวเพื่อนหลอก/เพื่อนไม่จริงใจ
เพื่อนนิสัยไม่ดี
เมื่อรวบรวมความวิตกกังวลต่าง ๆ (5
ด้าน) ดังกล่าวแล้วพบว่ามีตัวอย่างนักเรียนนักศึกษาร้อยละ 55.5 ที่มีปัญหาความวิตกกังวล(ในปัญหาด้านใดด้านหนึ่งขึ้นไป)
นอกจากนี้ในกลุ่มคนที่มีแฟนพบว่าร้อยละ
29.6 มีความกังวลว่าจะถูกแฟนหรือคนรักทำให้เจ็บช้ำใจ (ร้อยละ 46.0
ไม่กังวล และร้อยละ 24.4 ไม่แน่ใจ)
1 ใน
6 รู้สึกว่าตนเองมีปมด้อย
ผลการสำรวจพบว่ามีเยาวชนร้อยละ 15.5
(เกือบ 1 ใน 6 คน)ที่รู้สึกกว่าตนเองมีปมด้อย ทั้งนี้เยาวชนนักเรียนนักศึกษาเหล่านี้ร้อยละ
8.5 รู้สึกว่าฐานะครอบครัวตนเองด้อยกว่าคนอื่น ร้อยละ 6.7 รู้สึกว่าตนเองมีรูปร่างหน้าตาด้อยกว่าคนอื่น
ๆ ร้อยละ 4.5 รู้สึกว่าความรู้ความสามารถของตนเองด้อยกว่าคนอื่น และร้อยละ
2.3 รู้สึกว่าตนเองเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อนน้อยกว่าคนอื่น
นอกจากนี้ยังพบว่าตัวอย่างนักเรียน/นักศึกษาร้อยละ
8.7 ที่มีความ ไม่พอใจในตนเอง เนื่องจากเห็นว่ารูปร่างหน้าตาของตัวเองยังไม่ดีพอ
มีคุณสมบัติบางอย่างที่ต้องปรับปรุงตัวเองอีกมาก เช่น บุคลิก ความรับผิดชอบ
ไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่พอใจเรื่องการเรียนของตัวเอง ยังไม่สามารถทำงานหาเงินให้กับครอบครัวได้
เป็นคนไม่มีเหตุผล/เอาแต่ใจตัวเอง ยังหาแฟนไม่ได้ ยังไม่มีในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
ไม่รู้วิธีที่จะทำตัวให้ดี ไม่มีเสน่ห์ จีบสาวไม่เป็น เป็นต้น
ปัญหาทางจิตใจมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต
เมื่อจำแนกกลุ่มคนที่มีปัญหาทางจิตใจในเรื่องความวิตกกังวลในการเรียนและการดำเนินชีวิต
(ได้แก่ ความกังวลในเรื่องการเรียน การเงิน อนาคตชีวิต ปัญหาในครอบครัว
และความสัมพันธ์กับเพื่อน ตั้งแต่ 1 เรื่องขึ้นไป) กับกลุ่มบุคคลทั่วไป
พบว่ากลุ่มเยาวชนที่มีความวิตกกังวลจะมีพฤติกรรมปัญหาในการดำเนินชีวิตสูงกว่ากลุ่มเยาวชนทั่วไป
โดยพบว่ากลุ่มคนที่มีความวิตกกังวล จะมีปัญหาพฤติกรรมปัญหาในการดำเนินชีวิตร้อยละ
76.1 ในขณะที่กลุ่มเยาวชนทั่วไปจะมีปัญหาร้อยละ 64.5
โดยเฉพาะปัญหาที่เห็นความแตกต่างชัดเจนคือกลุ่มคนที่มีความวิตกกังวลจะมีพฤติกรรมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เที่ยวสถานบันเทิง เล่นการพนัน ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย มีเพศสัมพันธ์ และคิดฆ่าตัวตายสูงมากกว่ากลุ่มเยาวชนทั่วไป
(ดูตารางที่ 1 ประกอบ)
ตารางที่ 1 แสดงพฤติกรรมปัญหาแต่ละประเภท
เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มเยาวชนที่มีความวิตกกังวล ในการเรียนและการดำเนินชีวิต
กับกลุ่มทั่วไป

ส่วนในด้านความคิดเรื่อง ปมด้อย
ก็มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมปัญหาในการดำเนินชีวิตเช่นกัน กล่าวคือจากการวิเคราะห์พบว่าเยาวชนที่มีความรู้สึกว่าตนเองมีปมด้อยจะมีพฤติกรรมปัญหาในการดำเนินชีวิตสูงกว่าเยาวชนที่รู้สึกว่าตนเองไม่มีปมด้อย
โดยคนที่รู้สึกว่าตนเองมีปมด้อยจะมีพฤติกรรมปัญหาโดยรวมร้อยละ 78.8
ในขณะที่คนที่รู้สึกว่าตนเองไม่มีปมด้อยจะมีพฤติกรรมปัญหาร้อยละ 68.9
โดยเฉพาะปัญหาที่เห็นความแตกต่างชัดเจนคือกลุ่มคนที่มีความรู้สึกว่าตนเองมีปมด้อยจะมีพฤติกรรมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เที่ยวสถานบันเทิง เล่นการพนัน ใช้ยาเสพติด ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การทะเลาะวิวาท
และการคิดฆ่าตัวตายสูงมากกว่ากลุ่มเยาวชนที่ไม่มีปมด้อย (ดูตารางที่
2 ประกอบ)
ตารางที่ 2 แสดงพฤติกรรมปัญหาแต่ละประเภท
เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มเยาวชนที่รู้สึกว่าตนเองมีปมด้อย กับที่รู้สึกว่าไม่มีปมด้อย

นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่มีความ ไม่พึงพอใจในตนเอง
ก็มีพฤติกรรมปัญหาต่าง ๆ สูงมากกว่าคนที่พึงพอใจในตนเองด้วยเช่นกัน
ความรักและการมีแฟน
จากการสำรวจพบว่านักเรียน/นักศึกษาร้อยละ
49.6 มีแฟนหรือคนรัก ซึ่งร้อยละ 72.0 ของคนที่มีแฟน/คนรักจะมีความรู้สึกผูกพันกับคนรักของตนเองในระดับ
มาก-มากที่สุด ในบรรดาคนที่มีแฟนหรือคนรักร้อยละ 66.0 เคยทะเลาะดับแฟนหรือคนรักของตนเองในรอบ
6 เดือนที๋ผ่านมา โดยสาเหตุที่นำไปสู่การทะเลาะวิวาทกันมากที่สุดระหว่างแฟน/คู่รักคือเรื่องความไม่เข้าใจกัน/คิดเห็นไม่ตรงกัน
ความระแวง/หึงหวง และการเอาแต่ใจตนเอง/ต่างคนต่างไม่ยอมกัน
นักเรียน/นักศึกษาที่มีแฟน/คนรักเกือบ
1 ใน 3 (ร้อยละ 29.6) มีความระแวงว่าจะถูกแฟน/คนรักทำให้เจ็บช้ำใจ
นร./นศ.มีเซ็กส์
24 %
ผลการสำรวจพฤติกรรมทางเพศของนักเรียน
/ นักศึกษาพบว่าร้อยละ 23.8 มีเพศสัมพันธ์ โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็นร้อยละ
21.6 เคยมีเพศสมพันธ์เฉพาะกับเพศตรงข้าม ร้อยละ 1.8 มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน
และร้อยละ 0.4 เคยมีทั้งเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน
เมื่อจำแนกพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ของนักเรียนในแต่ละกลุ่มพบว่ากลุ่มนักเรียน
/ นักศึกษาชายมีเพศสัมพันธ์ร้อยละ 37.3 นักเรียน / นักศึกษาหญิงมีเพศสัมพันธ์
ร้อยละ 13.5
ในกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษา(ตอนต้นและตอนปลาย)มีเพศสัมพันธ์ร้อยละ
8.0 กลุ่ม นักเรียนระดับชั้นปวช./ปวส./ปวท.มีเพศสัมพันธ์ร้อยละ 34.8
และนักศึกษาระดับปริญญาตรีมี เพศสัมพันธ์ร้อยละ 29.9
เมื่อจำแนกเป็นรายภาคพบว่านักเรียน
/ นักศึกษาในกรุงเทพมหานครมีเพศสัมพันธ์มากที่สุดร้อยละ 34.3 รองลงมาคือภาคใต้มีเพศสัมพันธ์ร้อยละ
25.8 ภาคเหนือมีเพศสัมพันธ์ร้อยละ 23.3 ภาคกลางมีเพศสัมพันธ์ร้อยละ
21.3 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเพศสัมพันธ์ร้อยละ 19.7
ประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ของนักเรียน
/ นักศึกษาจำแนกตามบุคคลที่พักอาศัยอยู่ด้วยในระหว่างการศึกษาพบว่า
กลุ่มนักเรียน / นักศึกษาที่พักอยู่คนเดียวมีเพศสัมพันธ์มากที่สุดร้อยละ
40.5 รองลงมาคือคนที่พักอยู่กับเพื่อน/คนรู้จักมีเพศสัมพันธ์ร้อยละ
28.5 พักอยู่กับพี่น้อง/ญาติผู้ใหญ่ (ไม่ใช่พ่อแม่) มีเพศสัมพันธ์ร้อยละ
23.3 และกลุ่มที่พักอาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่มีเพศสัมพันธ์ร้อยละ 20.7
ตามลำดับ
สำหรับอายุที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก
(เฉพาะนักเรียน / นักศึกษาที่เคยมีเพศสัมพันธ์) พบว่าอายุเฉลี่ยคือ
17.20 ปี (s.d. = 2.37 ปี) อายุต่ำสุดคือ 10 ปี และอายุสูงสุดคือ 26
ปี
บุคคลที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกส่วนใหญ่ร้อยละ
79.4 ระบุว่ามีเพศสัมพันธ์กับแฟนหรือคนรัก รองลงมาคือร้อยละ 11.1 มีเพศสัมพันธ์กับเพื่อน
และที่เหลือร้อยละ 9.5 มีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ เช่น หญิงบริการ คนแปลกหน้าที่เจอตามสถานบันเทิง
รุ่นพี่ แฟนของเพื่อน ญาติ เป็นต้น
ความตั้งใจในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกร้อยละ
61.9 ระบุว่าตั้งใจ ร้อยละ 28.5 ระบุว่าไม่ได้ตั้งใจเนื่องจากสาเหตุสำคัญเรียงตามลำดับเพราะทำไปด้วยความมึนเมา
เป็นอารมณ์ชั่ววูบ/เผลอไป/ห้ามใจไม่อยู่ ถูกบังคับข่มขืนใจ บรรยากาศพาไป
ทำไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลงลืมตัว รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตามลำดับ
ส่วนอีกร้อยละ 9.6 ระบุว่าไม่แน่ใจ
จากการสำรวจความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์พบว่าในรอบ
3 เดือน นักเรียน / นักศึกษา(ที่มีเพศสัมพันธ์)จะมีเพศสัมพันธ์เฉลี่ย
8.01 ครั้ง (s.d. = 7.30 ครั้ง) หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเฉลี่ยคนละ 2
ครั้งต่อเดือน
จำนวนคนที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยในรอบ
3 เดือนนักเรียน / นักศึกษา(เฉพาะคนที่มีเพศสัมพันธ์) จะมีเพศสัมพันธ์กับคนเฉลี่ย
1.76 คน (s.d. = 2.05 คน)
ปัญหาที่เกิดกับนักเรียน / นักศึกษาที่มีเพศสัมพันธ์พบว่าร้อยละ
29.8 เคยถูกทอดทิ้งจากคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ด้วย ร้อยละ 12.4 เคยถูกบังคับ/ล่อลวงให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม
ร้อยละ 11.4 ตนเองหรือคู่นอนเคยตั้งครรภ์ และร้อยละ 2.9 เคยติดเชื้อ/โรคทางเพศสัมพันธ์
สำหรับความคิดเห็นของนักเรียน/นักศึกษาทั้งหมดเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ของนักเรียน
นักศึกษาในระดับเดียวกันพบว่านักเรียน/นักศึกษาร้อยละ 47.5 ไม่ตำหนิต่อพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ของคนเหล่านั้น
โดยระบุเหตุผลสำคัญเพราะ ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล เป็นเรื่องธรรมดา/
เรื่องธรรมชาติ/ไม่ใช่เรื่องเสียหาย/คนทั่วไปต่างก็ทำกัน ในขณะที่มีนักเรียน/นักศึกษาเพียงร้อยละ
23.2 ที่ตำหนิโดยระบุเหตุผลสำคัญเพราะยังไม่ถึงเวลาและวัยอันควร ทำให้พ่อแม่เดือดร้อน/เสียใจ
และมี ผลเสียต่อการเรียนตามลำดับ ส่วนอีกร้อยละ 29.3 ไม่มีความเห็น
การควบคุมอารมณ์ไม่ได้
สำหรับประเด็นเรื่อง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์
ของนักเรียนนักศึกษา พบว่าในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมามีกลุ่มตัวอย่างจำนวนหนึ่งที่มักจะมีการควบคุมตนเองไม่ได้ในสถานการณ์ทางอารมณ์ต่าง
ๆ ได้แก่
ประการแรก การควบคุมอารมณ์โกรธ
พบว่ามีคนที่เคยโกรธคนอื่นอย่างรุนแรงจนควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้บ่อย
ๆ ร้อยละ 9.4 และที่มีเป็นบางครั้งร้อยละ 45.6 (ที่เหลือคือคนที่ไม่เคยเป็นเช่นนั้น)
จากการสอบถามความมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้เมื่อรู้สึกโกรธหรือบันดาลโทสะขึ้นมา
พบว่ามีถึงร้อยละ 49.4 ที่ไม่มั่นใจว่าจะควบคุมอารมณ์ตนเองได้ (ร้อยละ
37.2 มั่นใจและร้อยละ 13.4 ไม่มีความเห็น)
ประการที่สอง การควบคุมอารมณ์ความรัก
พบว่ามีคนที่เคยหลงรักคนอื่นอย่างมากโดยไม่มีเหตุผลบ่อย ๆ ร้อยละ 9.6
และที่มีเป็นบางครั้งร้อยละ 40.7 (ที่เหลือคือคนที่ไม่เคยเป็นเช่นนั้น)
ประการที่สาม การควบคุมความรู้สึกอยากได้สิ่งของ
พบว่ามีคนที่เคยรู้สึกอยากได้สิ่งของมีค่าบางอย่างจนแทบยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาบ่อย
ๆ ร้อยละ 4.2 และที่มีเป็นบางครั้งร้อยละ 32.7 (ที่เหลือคือคนที่ไม่เคยเป็นเช่นนั้น)
ประการที่สี่ การควบคุมความรู้สึกทางเพศ
พบว่ามีคนที่เคยมีความรู้สึกทางเพศรุนแรงจนแทบห้ามใจไม่อยู่บ่อย ๆ
ร้อยละ 3.7 และที่มีเป็นบางครั้งร้อยละ 25.9 (ที่เหลือคือคนที่ไม่เคยเป็นเช่นนั้น)
ความหวาดระแวง
ในเรื่องมุมมองต่อคนทั่วไปในสายตาของเยาวชน
พบว่ามีนักเรียนนักศึกษากลุ่มหนึ่งคือร้อยละ 32.2 ที่มีความรู้สึกไม่ไว้วางใจ/ไม่ค่อยไว้วางใจต่อบุคคลทั่วไป
(ไม่ใช่คนในครอบครัว)ที่พบเจอในสังคม
นอกจากนี้ยังพบว่านักเรียนนักศึกษาร้อยละ
14.4 มีความหวาดระแวงว่าจะถูกคนอื่นทำร้าย (ร้อยละ 52.6 ไม่หวาดระแวง
และร้อยละ 33.0 ไม่แน่ใจ)
โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เคยมีปัญหาทะเลาะวิวาท
จะมีความหวาดระแวงว่าจะถูกทำร้ายสูงมากกว่าเยาวชนทั่วไป
ความขัดแย้ง
ในความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนกับบุคคลทั่วไป
ได้สะท้อนให้เห็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภาวะจิตใจที่ปรากฏออกมาคือเรื่อง
ความขัดแย้ง
ทั้งนี้ในกรณีที่เป็นความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นทะเลาะวิวาทกันนั้น
(ที่มีนักเรียนนักศึกษาร้อยละ 31.5 ที่มีทะเลาะวิวาทกับคนอื่นในวัยเดียวกันในรอบ
6 เดือนที่ผ่านมา) พบว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาคือ การเข้าใจกันผิด/คุยกันไม่รู้เรื่อง/เหตุผลขัดแย้งกัน
ความไม่ชอบหน้า/ไม่ถูกโฉลก/ไม่กินเส้นกัน การกระทบกระทั่งทางร่างกายหรือคำพูด
(เช่น เหยียบเท้า เดินชนกัน) เพื่อนชวนทะเลาะ/แก้แค้นแทนเพื่อน ความหึงหวง/ขัดแย้งกันเรื่องแฟนหรือคนรัก/แย่งกันจีบ
ขัดแย้งเขม่นกันเรื่องสถาบัน/สี/สังกัด และขัดแย้งเรื่องเงิน/ผลประโยชน์/การพนัน
ส่วนในด้านกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่มีแฟน พบว่าร้อยละ 66.0
เคยทะเลาะกับแฟนในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา โดยสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การทะเลาะกับแฟนมาจากความไม่เข้าใจกัน/ความคิดเห็นไม่ตรงกัน
รองลงมาคือความระแวงหึงหวง การเอาแต่ใจตนเอง/ต่างคนต่างไม่ยอมกัน การไม่ได้รับความสนใจ/ไม่ได้รับการเอาใจใส่/การไม่เห็นความสำคัญ
การเปลี่ยนใจ/มีใจออกห่าง/ไปคบคนใหม่ ตามลำดับ
ประเด็นความขัดแย้งกับบุคคลอื่นที่น่าสนใจของกลุ่มนักเรียนนักศึกษา
ผลการสำรวจพบว่าร้อยละ 37.6 มีปัญหาขัดแย้งกับพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ถึงขั้นถูกดุว่า(ในรอบ
6 เดือนที่ผ่านมา) และร้อยละ 32.7 เคยถูกครูดุว่าหรือลงโทษ(ในรอบ 6
เดือนที่ผ่านมา)
ความคิดฆ่าตัวตาย
ปัญหาทางจิตใจที่เกิดจากความคิดภายใน
และจากแรงกดดันภายนอก มีผลต่อแรงกดดันทำให้เกิดความรุนแรงในรูปแบบตาง
ๆ โดยความรุนแรงอีกลักษณะที่เป็นปัญหาของนักเรียนนักศึกษาคือความรุนแรงต่อตัวเองในเรื่อง
"การฆ่าตัวตาย" จากการสำรวจครั้งนี้พบว่านักเรียน/นักศึกษาร้อยละ
8.5 เคยคิดที่จะฆ่าตัวตาย (ร้อยละ 84.7 ไม่เคยคิด และร้อยละ 6.8 ไม่แน่ใจ)
สาเหตุสำคัญที่ทำให้คิดฆ่าตัวตาย (เฉพาะคนที่คิดฆ่าตัวตาย)เรียงตามลำดับดังนี้คือมีความเบื่อหน่ายชีวิต/สิ้นหวัง/สับสนในอนาคตตนเอง
มีปัญหากับพ่อแม่/ญาติพี่น้อง (เช่นทะเลาะกับพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง
น้อยใจพ่อแม่ โดนพ่อแม่ดุด่า) โดนแฟนทิ้ง/ทะเลาะกับแฟน มีความเครียดกดดัน
ผิดหวังในชีวิต/ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต กลุ้มใจเรื่องการเรียน ความยากจน
ทะเลาะกับเพื่อน โดนครอบครัวบีบบังคับ ฯลฯ
ความคิดด้านบวก
อย่างไรก็ตามหากจะประเมินปัจจัยด้านบวกที่สะท้อนให้เห็นสภาวะจิตใจในด้านดีของเยาวชน
เมื่อมองในภาพรวมพบว่า นักเรียนนักศึกษาส่วนใหญ่ยังมีความพึงพอใจในตนเอง
มีความผูกพันสูงกับครอบครัว เพื่อน คนรัก มีความภาคภูมิใจในการเป็นคนไทย
(ซึ่งสะท้อนให้เห็นความภูมิใจในการเป็นสมาชิกของสังคมตนเอง)
ข้อคิดเห็นต่อสถานการณ์ปัญหาจิตวิญญาณของเยาวชน
จากข้อมูลผลการสำรวจและการวิเคราะห์ในมุมมองทางด้านจิตวิญญาณจากการศึกษากลุ่มเยาวชนนักเรียนนักศึกษาในครั้งนี้
ผู้วิจัยมีข้อสังเกตและข้อคิดเห็นประเด็นสำคัญดังนี้
1. กล่าวโดยรวมแล้วเยาวชนนักเรียนนักศึกษามีปัญหาสุขภาวะทางจิตจิตใจ
โดยลักษณะปัญหาที่เป็นมากคือ ความวิตกกังวลในการดำเนินชีวิต คือเรื่อง
(เช่น การเรียน การเงิน อนาคตชีวิต ปัญหาในครอบครัว ความสัมพันธ์กับเพื่อน
ความสัมพันธ์กับคนรัก) โดยมีนักเรียนนักศึกษาเกินกว่าครึ่ง (ร้อยละ
55.5) ที่มีภาวะความวิตกกังวลใจ ซึ่งความกังวลเหล่านั้นเกิดจากความรู้สึกภายในตัวของเยาวชน
และเกิดจากสภาพแรงกดดันภายนอกประกอบกัน
2. มีเยาวชนจำนวนหนึ่งที่มีปัญหาทางจิตใจอยู่ในขั้นรุนแรง
อาทิเช่น ประมาณ 1 ใน 6 (ร้อยละ 15.5) เห็นว่าตนเองมีปมด้อย และร้อยละ
8.7 ที่มีความ ไม่พอใจในตนเอง
3. ปัญหาทางจิตใจของเยาวชนส่วนหนึ่งมาจากการ
ประเมินค่าตนเอง และการตัดสินตนเองจากการเปรียบเทียบกับคนอื่น (หรือเปรียบเทียบกับมาตรฐานการยอมรับของสังคม)
ดังจะเห็นได้ว่าคนที่ไม่พอใจในตนเองมีสาเหตุสำคัญมาจาก ความไม่พอใจในรูปร่างหน้าตาของตนเอง
(ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเยาวชนมีความรู้สึกผูกติดคุณค่าของตนเองเอาไว้กับรูปลักษณ์หรือวัตถุภายนอกค่อนข้างสูง)
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยในเรื่อง การประเมินฐานะครอบครัว ความรู้ความสามารถ
และการยอมรับในกลุ่มเพื่อน ที่มีผลต่อความรู้สึกยอมรับ(หรือพอใจ)ในตนเอง
4. แรงกดดันในจิตใจน่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงภาวะทางอารมณ์
ซึ่งทำให้เยาวชนบางส่วนมีความรู้สึกทางอารมณ์ที่ผันผวน และควบคุมไม่ได้
อาทิเช่น อารมณ์โกรธ ความรักแบบลุ่มหลง ความอยากได้(วัตถุ ข้าวของ)
ความรู้สึกทางเพศ และรวมไปถึงความรู้สึกหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจบุคคลรอบข้าง
5. เยาวชนที่ปัญหาทางจิตใจและอารมณ์อยู่ในสภาพที่
ขาดสติและปัญญา ที่ดีในการจัดการกับปัญหาของตนเอง ทำให้แรงกดดันภายในจิตใจกระตุ้นแสดงออกมากลายเป็นปัญหาพฤติกรรมทางสังคม
อาทิ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การเที่ยวสถานบันเทิง
เล่นการพนัน ใช้ยาเสพติด ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย มีเพศสัมพันธ์ การทะเลาะวิวาท
ดังจะพบว่าคนที่มีความวิตกกังวล และคนที่รู้สึกว่าตนเองมีปมด้อยจะมีปัญหาต่าง
ๆ ดังกล่าวสูงมากกว่าเยาวชนทั่วไป
6. ปัจจัยด้านบวกบางอย่าง อาทิ ความรักความผูกพันกับครอบครัว
ความผูกพันกับเพื่อน คนรัก ครูอาจารย์ สังคมรอบข้าง อาจจะช่วยกล่อมเกลาปัญหาของเยาวชนส่วนใหญ่ให้ทุเลาลงได้
อย่างไรก็ตามยังคงมีเยาวชนบางส่วนที่ขาดปัจจัยแวดล้อมในการคลี่คลายปัญหาของตนเอง
จนมีผลทำให้เกิดแรงกดดันถึงขั้นการสร้างความรุนแรงต่อตนเองในระดับ
การฆ่าตัวตาย ดังจะเห็นได้ว่ามีตัวอย่างนักเรียนนักศึกษาร้อยละ 8.4
ที่ มีความคิดจะฆ่าตัวตาย
7. ภาวะกดดันทางจิตใจและอารมณ์ของเยาวชน
นอกจากจะมีผลทำให้เกิดความทุกข์ร้อนภายในเยาวชนเองแล้วยังส่งผลไปสู่การกระทำที่สร้างปัญหา
ความเดือดร้อนต่อสังคมรอบข้าง (อันเนื่องจากพฤติกรรมปัญหาต่าง ๆ ที่เยาวชนกระทำ)
ดังนั้นภาวะความกดดันทางจิตใจและอารมณ์จึงเป็นเหตุนำไปสู่ การเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
ซึ่งถือเป็นสภาวะทางจิตวิญญาณที่ไม่สร้างสรรค์สำหรับเยาวชน
8. ผู้วิจัยมีข้อสมมติฐานว่า เยาวชนปัจจุบันกำลังตกอยู่ในสภาวะที่เรียกได้ว่า
วังวนของปัญหาทางจิตวิญญาณ กล่าวคือในสภาพแวดล้อมสังคมปัจจุบันมีผลต่อการสร้างแรงกดดันทางจิตใจให้เยาวชน(เช่นความวิตกกังวล
ความรู้สึกมีปมด้อย ความไม่พอใจในตนเอง) แรงกดดันทางจิตใจมีผลทำให้เกิดปัญหาความแปรปรวนทางอารมณ์
(และการขาดความสามารถในการควบคุมตนเอง ซึ่งผลักดันไปสู่การแสดงออกซึ่งพฤติกรรม/การกระทำที่ไม่เหมาะสมกลายเป็นปัญหาสังคมตามมา
และในท้ายที่สุดปัญหาสังคม (ที่เยาวชนได้มีส่วนร่วมสร้างขึ้นมา) ก็จะกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่มีผลสร้างแรงกดดันทางจิตใจของตัวเยาวชนแต่ละคน
เช่น การที่เยาวชนแต่ละคนหลงไหลกับการกินอยู่และแข่งขันกันใช้ชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือย
จะทำให้เยาวชนสร้างสังคมแวดล้อมที่เต็มไปด้วยวัตถุฟุ่มเฟือย ซึ่งถ้าหากเยาวชนขาดแคลนวัตถุฟุ่มเฟือยหรือใช้ชิวิตอยู่อย่างเรียบง่ายก็จะรู้สึกกดดันไม่สามารถเข้ากับกลุ่มเพื่อนได้
ดังนั้นกระแสแห่งความเสื่อมถอยทางสภาวะจิตวิญญาณจึงเป็นการหมุนเวียนส่งทอดกันไปมาระหว่างความคิดจิตใจภายในกับสภาพสังคมภายนอกที่อยู่ล้อมรอบตัวเยาวชน
9. ดังนั้น ทางออกของการแก้ไขปัญหา
จึงต้องมีกระบวนการที่จะตัดทอนภาวะที่ไม่พึงประสงค์ ในห่วงโซ่ของวงจรปัญหาสภาวะจิตวิญญาณของเยาวชนให้ลดน้อยลงไป
อาทิเช่น ควรมีการส่งเสริมการพัฒนาทางสติและปัญญา การสร้างความเข้าใจในกระบวนการของกรรม
(ความคิดการกระทำที่มีผลสะท้อนออกไปและกลับเข้ามาสู่ตนเองทั้งในด้านบวกและด้านลบ)
การสร้างสติให้เกิดความหนักแน่นทางจิตใจ การคลี่คลายความวิตกกังวล
การควบคุมจัดการอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนา ในขณะเดียวกันก็จัดสภาพแวดล้อมในการดำเนินชีวิตที่ทำให้เยาวชนมีทางเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้
ฯลฯ
10. ข้อเสนอแนวทางในการศึกษาวิจัยต่อไป
ผู้วิจัยเห็นว่า
10.1 ควรมีการศึกษาเพื่อพัฒนามาตรวัดหรือตัวชี้วัดสภาวะทางจิตวิญญาณของเยาวชนให้มีประสิทธิภาพ
เพื่อนำมาใช้สำหรับประเมินสุขภาวะทางจิตวิญาณของเยาวชน ซึ่งจะทำให้สามารถศึกษาเปรียบเทียบสุขภาวะทางจิตวิญญาณในบริบทต่าง
ๆ ได้ อาทิ การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างเยาวชนแต่ละกลุ่ม การเปรียบเทียบในแต่ละช่วงเวลา
และการศึกษา(สภาวะทางจิตวิญญาณ)ก่อนและหลังการดำเนินมาตรการทางสังคมที่เกี่ยวข้อง
เป็นต้น
10.2 ควรมีการศึกษาเพื่อจัดกลุ่มปัญหาของสภาวะทางจิตวิญาณ
รวมถึงการเชื่อมโยงปัญหาทางจิตวิญญาณในมิติต่าง ๆ
10.3
ควรศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลกระทบในเชิงบวกและเชิงลบต่อสภาวะทางจิตวิญญาณของเยาวชน
10.4 ควรมีการศึกษาถึงที่พึ่งทางจิตวิญญาณของเยาวชน
ที่เยาวชนมีแนวโน้มจะเลือกใช้เมื่อเยาวชนประสบปัญหา เพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่จะส่งเสริมปัจจัยเหล่านั้น
(บุคคล กลุ่ม องค์กรหรือสัญญลักษณ์ใด ๆ) ให้มีศักยภาพเพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตวิญญาณให้เยาวชนเข้มแข็งขึ้นต่อไป
10.5 ควรมีการศึกษาเพื่อแสวงหาแนวทางการบำบัดทางจิตวิญาณที่ได้ผล
รวมถึงวิธีการบำบัดให้สอดคล้องเหมาะสมกับเยาวชนแต่ละกลุ่มหรือแต่ละช่วงวัย
10.6 ควรมีการศึกษาถึงแนวทางที่จะประสานความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงาน
องค์กร หรือสถาบันทางสังคม เพื่อการร่วมมือกัน ในการแก้ไขปัญหาสุขภาวะทางจิตวิญญาณของเยาวชน
ยกตัวอย่างเช่นการส่งเสริมสนับสนุนให้ กรมสุขภาพจิต กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
กระทรวงศึกษาธิการ สถาบันการศึกษา หันมาสนใจและร่วมมือกันอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาทางจิตวิญญาณของเยาวชน
เป็นต้น
สำนักวิจัยเอแบคโพลล์
โทรสายตรง 0-2719 - 2379
โทรสาร 0-2719-1546
www.abacpoll.com
คัดลอกจาก http://www.thaihealth.or.th/content.php?SystemModuleKey=MainContent2&id=2002
|